เทคนิคการเปลี่ยนลุคให้ดูไฮโซ

1.ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ
ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อแบรนด์เนมหรือของแพงๆแต่การใช้กระเป๋า เข็มขัด ผ้าพันคอ หมวกและพร็อพอื่นๆ
ที่ทำมาจากเนื้อผ้าและวัสดุที่ดี เมื่อนำมาสวมใส่กับเสื้อผ้าแล้วมันก็ทำให้ดูดีขึ้นได้ อีกอย่างของพวกนี้ทนทาน
ซื้อแพงหน่อยแต่ใช้นาน ก็ถือว่าคุ้ม
2.ดูดีด้วยสูทแบบเนี้ยบ
เสื้อโค้ทขนสัตว์สีน้ำตาลอ่อนหรือสีเบจ เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ควรมีติดตู้
เพราะเมื่อไรหยิบขึ้นมาแมตช์กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินคลาสสิค หรือกระโปรงทรงดินสอด้วยแล้ว
ก็ทำให้ลุควันนั้นของคุณปังขึ้นมาทันที
3.แต่งตัวเรียบง่ายแบบลุค คุณหนูบอยๆ ด้วยเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
และควรเลือโทนสีอ่อนๆเข้าไว้ แนะนำเลือกแมทช์ไอเท็มโทนสีใกล้เคียงกัน เช่น สีเอิร์ธโทน หรือสีโทนสุภาพ
เพราะจะทำให้ลุคดูเรียบหรู ราคาแพง
4.เลือกรองเท้าที่สดใสหรือเปลือย
สีเหลือง, สีฟ้า, สีแดงและสีนู้ด แมตช์กับเสื้อผ้าง่ายแถวใส่แล้วดูโก้สุดๆ
หรือหารองเท้าที่โทนใกล้เคียงกับสีผิวจะทำให้ดูดีขึ้นได้เลยทีเดียว
5ซื้อเสื้อคลุมแขนยาว Blazer ที่ดูเข้ากับตัว และใช้ได้ทุกสถานการณ์มาซักตัว จะเอาไว้ใส่ทำงาน ไปเจอลูกค้า
หรือว่าใส่ไปกินข้าวกับเพื่อน นัดเดทแฟนก็ดูโอเค ชอบแบบใส่ได้บ่อยๆ ก็ลือกสีพื้นๆ ไว้เป็นดีที่สุด
6..มีความแพงด้วยลูกไม้สีขาว
การใส่ลูกไม้บ้างในบางครั้งก็ไม่ได้ทำให้แก่หรือเชยจนเกินไป แต่ต้องเป้นลูกไม้ที่คัตติ้งเนี้ยบนะ
ที่สำคัญควรเป้นสีขาวจะทำให้ลุคของคุณดูเป้นคุณหนูและแพงขึ้นเลยทีเดียว
7.ต้องมีเสื้อผ้าสีขาวติดตู้ไว้บ้าง
เสื้อเชิ้ต กางเกงขาสั้น และกางเกงยีนส์สีขาว เป็นเบสิคไอเท็มแถมมีอยู่ทุกบ้าน
และยังครีเอทลุคคุณให้ดูแพงแบบง่ายๆ ลองใส่เสื้อเชิ้ตขาวคู่กับกางเกงคูลอต หรือสกินนี่เท่ๆ
ก็ให้ลุคสาวมั่นแบบง่ายๆ อยากดูหวานก็ใส่ส้นสูง แต่ถ้าอยากดูแมนๆ เท่ๆ ก็ใส่สนีกเกอร์เลย
8.เปลี่ยนกระดุมเก่า การเปลี่ยนกระดุมก้ทำให้เสื้อผ้าสวยงามมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
ชุดที่มีกระดุมพลาสติกไม่สวยงาม คุณก็เปลี่ยนมาใส่กระดุมโลหะจากเสื้อผ้าเก่าของคุณมาเปลี่ยนแทน
ก็ทำให้ชุดสวยดูแพงมีระดับขึ้นแล้ว
9.สปอร์ตเกิร์ล
เพิ่มความสปอร์ตให้กับชุด ด้วยรองเท้าผ้าใบสวยๆสักคู่
ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายดูลุคสปอตเกิร์ลขึ้นมาในทันที
10.แต่งโทนดำขาวเข้าไว้
หากไม่มีเสื้อผ้าจริงๆ ควรเลือกแมทชุดสีโทนดำขาวเข้าไว้ หรืออาจจะเลือกเสื้อผ้าที่คลุมโทน
จะทำให้คุณดูเรียบหนูและโก้ขึ้นมาทันที…

View More เทคนิคการเปลี่ยนลุคให้ดูไฮโซ

อาดิดาส เตรียมวางขายรองเท้าคอลเลคชั่น Dragon Ball Z

ใครที่เป็นสาวกการ์ตูนเรื่องดังของญี่ปุ่น Dragon Ball Z ต้องรอกกันเลยเพราะว่าทาง อาดิดาส
เตรียมที่จะวางจำหน่ายรองเท้าที่ได้นำตัวการ์ตูนในเรื่องดราก้อนบอลมาผลิตเป็นคอลเลคชั่นต่างๆ ให้เเฟนคลับได้เลือกเป็นเจ้าของ
ซึ่งทาง adidas Originals ประกาศยืนยันว่า สนีกเกอร์ Dragon Ball Z
เตรียมตัวเตรียมเงินให้พร้อมวางจำหน่ายแน่นอนปลายเดือนนี้ซึ่งล่าสุดเว็บไซต์ด้านสนีกเกอร์ในต่างประเทศรายงานว่า อาดิดาส
(adidas) วางไทม์ไลน์การวางจำหน่ายรองเท้าในคอลเลคชันพิเศษนี้เเล้ว
Sole Collector ได้เปิดเผยว่า การวางจำหน่ายสนีกเกอร์ adidas Originals x Dragon Ball Z
เตรียมเริ่มต้นวางจำหน่ายในเดือนกันยายนเป็นเดือนแรกและจะวางขายทีเดียวพร้อมกันสองรุ่น คือ adidas ZX 500 RM &และ adidas
Yung 1 &หรือสนีกเกอร์ซุน โกคู และสนีกเกอร์ฟรีเซอร์เเละในช่วงเดือนตุลาคมจะวางจำหน่าย adidas Deerupt Gohan
และ adidas Prophere &Cell&เเละในเดือนพฤศจิกายนได้เวลาของ adidas Ultra Tech &Vegeta&ขายคู่กับ adidas Kamanda&Majin
Buu&โดยที่ในเดือนธันวาคมจะมีวางจำหน่ายแค่คู่เดียว ซึ่งจะเป็นคอลเลคชันสุดท้ายปิดฉากความร่วมมือครั้งสำคัญในรุ่น adidas
EQT Support Mid ADV Primeknit &Shenron&
เป็นคอลเลคชั่นเทพมังกรของโลกมนุษย์เเละจุดที่น่าสนใจ คือ อาดิดาส ได้เลือกจับคู่การวางจำหน่าย
จากการหยิบคู่ปรับศัตรูของแต่ละภาคมาขายพร้อมกันเพื่อให้เป็นที่น่าสนใจ เพราะอย่างที่ทราบกันดี ดราก้อนบอล แซดในภาคฟรีเซอร์นั้น ซุน
โกคู ได้กลายร่างเป็นซูเปอร์ไซย่า แล้วก็ปราบฟรีเซอร์ลงได้ที่ดาวนาเม็กส่วนในภาคเซลล์ ก็เป็นซุน โกฮัง ที่ใช้พลังแฝงใช้ในการปราบเซลล์
ร่างสมบูรณ์ ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ความสงบสุขพักใหญ่กระทั่งการมาของจอมมารบู ที่เป็นศัตรูตัวร้ายปิดฉากภาคแซด และแม้ว่า
เบจิต้า จะไม่ได้เป็นผู้ที่ปราบจอมมารบูได้ก็จริง แต่ในเนื้อเรื่องของภาคนี้
ผู้อ่านมีโอกาสได้เห็นมุมที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อนของ เบจิต้าทั้งความรักที่มีต่อบลูม่า ภรรยา และทรังค์ ลูกชาย ซึ่งเบจิต้า
ได้เสียสละชีพตัวเองเพื่อกำจัดจอมมารบูถือเป็นบทสำคัญของเจ้าชายดาวไซย่าเลยทีเดียว
เเละเวลาอีกไม่นานเกินรอสาวกดราก้อนบอลก็จะได้ชื่นชมสัมผัสรองเท้ากันจริงๆเเล้ว อีกไม่นานนี้ อาดิดาส
จะเปิดเผยราคาจริงเพื่อให้สาวกของสุดยอดการ์ตูนที่ดังระดับโลกเป็นเจ้า
ของกัน เเต่ละคู่มีความสวยงามเเละมีเรื่องราวที่น่าติดตามอย่างมากใครที่ในใจเลือกซื้อมาเป็นเจ้าของก็เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้ดี
เพราะว่าเเต่ละคู่มีความสวยงามอย่างมากหากใครที่เป็นเเฟนคลับตัวจริงคงจะเห็นของจริงที่ทาง อาดิดาส
ได้ปล่อยภาพกันมาบ้างเเล้วเเละจากนี้ไปเพียงเเค่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้นเเฟนคลับจะได้เป็นเจ้าของกันเเล้ว…

View More อาดิดาส เตรียมวางขายรองเท้าคอลเลคชั่น Dragon Ball Z

ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยดุสิต

ช่วงนี้กระแสการแต่งกายด้วยชุดไทยกำลังเป็นที่นิยม
เมื่อมีผู้ริเริ่มการแต่งกายด้วยแฟชั่นชุดไทยเดิมที่คนไทยหลายคน
หลงลืมไปแล้ว ให้กลับมาเป็นชุดไทยที่ร่วมสมัย
สามารถสวมใส่กันในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน
นอกจากนี้การสวมสุดชุดไทยยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ศิลปะ
ประจำชาติให้ผู้ที่พบเห็นได้ชื่นชมในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราด้วย
ทั้งยังเป็นการสนับสนุนและสร้างรายได้ให้กับฝีมือการทำหัตกรรมของคนไทยด้วยกัน
ซึ่งชุดไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีต้นเดิมของเรื่องจากเมื่อครั้งที่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ประสบปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่จะใช้เป็นแบบฉบับหรือชุดประจำชาติที่เหมาะกับสมัย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เตรียมเครื่องแต่งกายตามเสด็จ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไปเยือนยุโรปและอเมริกาอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503
ด้วยปัญหานี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงให้หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค
ไปพบกับอาจารย์ที่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ เพื่อช่วยกันค้นคว้าและออกแบบขึ้นมาใหม่ และได้เกิดเป็น
“ชุดไทยพระราชนิยม” ขึ้นมา โดย ชุดพระราชนิยม
จะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมและผ้าซิ่นเป็นหลัก มีทั้งหมดด้วยกัน 8 ชุด ตามโอกาสและวาระต่างๆ ในการใช้งาน
ซึ่งบทความนี้เราจะนำทุกท่านไปรู้จัก ชุดไทยดุสิต ชุดประเภทที่ 7 จาก 8 ชุดไทยพระราชนิยมชุดไทยดุสิต
ชุดไทยดุสิต ตั้งชื่อตามพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งองค์ประธานของหมู่พระมหาปราสาท
ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง ได้รับยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเอกของกรุงรัตนโกสินทร์
และเป็นพระที่นั่งทรงไทยแท้องค์เดียวในพระบรมมหาราชวังชุดไทยดุสิต ถือเป็นชุดไทยพระราชนิยมแบบที่เจ็ด
สำหรับใช้ในงานพระราชิพิธีเต็มยศ โดยลักษณะของชุดไทยดุสิตตัวเสื้อเป็นแบบคอด้านหน้า-หลังคว้านกว้าง แขนกุด
ลวดลายสวยงามแต่งด้วยลูกปัด ไข่มุก หรือเลื่อมเหมาะกับการใส่สายสะพายในพระราชพิธีเต็มยศ
ส่วนตัว ซิ่น เป็นผ้าไหมยกดิ้นทอง ลายดอกพิกุลตัดแบบหน้านาง มีชายพก
ใช้เครื่องประดับอย่างไทยหรือตะวันตกก็ได้ตามเหมาะสมมักใช้ในงานตอนค่ำ อาทิเช่น งานแต่งงาน หรือ งานราตรีสโมสร
สรุปคือ ชุดไทยดุสิตเป็นชุดที่ใช้ในโอกาสงานพระราชพิธีเต็มยศ ไม่ใช้สไบ
แต่ใช้เข็มขัด, เสื้อด้านหน้าเป็นแบบผ่าหลัง, คอเสื้อเป็นคอกลม,
แขนเสื้อคือไม่มีแขน, ลักษณะผ้าถุง มีหน้านาง และชายพก นั่นเอง…

View More ตามรอยชุดไทยพระราชนิยม : ชุดไทยดุสิต

มุกที่ดีดูอย่างไร

มุกเป็นเครื่องประดับที่สง่างามและคลาสสิคตลอดกาล  เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงของความมั่งมี เเละความมี
ระดับของบุคคลตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบัน มุกเป็นอัญมณีที่ เกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิต
และถือได้ว่าเป็นราชินีเเห่งอัญมณีโดยไม่สามารถหาอัญมณีอื่นใดมา ทดแทนได้

จุดกำเนิดของมุก
มุกกำเนิดจากตัวหอยมุกซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือมุกธรรมชาติเเละมุกเลี้ยง
1.มุก ธรรมชาติเป็นมุกที่เกิดขึ้นเองในหอยมุกที่พบในธรรมชาติ
แต่จากมลพิษต่างๆในปัจจุบันทำให้แหล่งหอยมุกตามธรรมชาติลดน้อยลงมากจนแทบ ไม่มีเหลืออยู่เลย
มุกธรรมชาติจึงมีราคาที่สูงมาก มักซื้อขายในการสะสมมากกว่าการพาณิชย์
2.ส่วนมุกเลี้ยงถือเป็นร้อยละ 95 ของมุกที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดขณะนี้รวมถึงในร้านอนันทาด้วย
มุกเลี้ยงเป็นมุกที่เกิดในตัวหอยมุกที่ถูกเลี้ยงให้โตขึ้นในสภาพแวดล้อม เสมือนธรรมชาติโดยฝีมือมนุษย์
คุณสมบัติทั่วไปของมุกข่มุก

1.  ขนาดไข่มุก (Pearl Size) 
เป็น สำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อไข่มุก เพราะหากคุณทราบว่าไข่มุกที่ต้องการมีขนาดเท่าใด
ก็จะทำให้การเลือกซื้อง่ายขี้น
เพราะขนาดมุกจะมีผลต่อเรื่องของราคา แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่ที่การออกแบบเครื่องประดับที่จะทำออกมาด้วยว่าเหมาะ
สมกับรูปร่างของไข่มุกที่เลือกใช้หรือไม่ เช่น ต้องการทำเข็มกลัดอาจเลือกไข่มุกที่เม็ดใหญ่ น้ำงาม
หรือการทำสร้อยคอควรคัดเลือกไข่มุกที่มีสีสม่ำเสมอและมีขนาดเท่ากันหรือไล่ขนาดกันไปตลอดเส้น
โดยทั่วไปขนาดมุกจะวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของมุก ในหน่วย มิลลิเมตร

2.รูปทรงไข่มุก (Pearl Shape)
เนื่องจาก ไข่มุกเกิดขึ้นจากธรรมชาติ ทำให้ไข่มุกสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปทรง โดยทรงกลม (Round
Shape) จะมีราคาแพงที่สุด เพราะหายากกว่ารูปทรงอื่นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย

3. สีของไข่มุก (Pearl Color)
สีของไข่มุกที่นิยมกันในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภทคือ บอดี้ คัลเลอร์(Body Colour) ซึ่งจะมีสีขาว สีครีม สีเหลือง
เป็นต้น และ โอเวอร์โทน(Overtone) จะมีสีเขียว สีชมพู สีส้ม สีเงิน สีฟ้า สีดำ
สีของไข่มุกจะแปรเปลี่ยนไปตามชนิดของหอยมุกและน้ำที่หอยมุกนั้นอาศัยอยู่ ซึ่งสีของไข่มุกนี้เอง
ที่ทำให้ไข่มุกเป็นอัญมณีชนิดเดียวที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับโดยไม่มีการขัดหรือเจียระไนอย่างอัญมณีชนิดอื่นๆ
ทั้งนี้เพื่อคงความงดงามตามธรรมชาติ

4.  ความแวววาว 
ไข่มุกที่ดีจะมีเนื้อมันวาวสดใส เปล่งประกายจากเนื้อใน ไร้ความหมองคล้ำ ประกายสม่ำเสมอทั้งเม็ด
ส่วนการเหลือบสี (Orient)
ของไข่มุกนั้นจะเกิดขึ้นได้ดีถ้าไข่มุกมีชั้นความหนาของมุกมากดังจะเห็นได้จากเมื่อส่องแสงไฟ
แล้วจะมองเห็นเหลือบสีมากก็แสดงว่าเป็นไข่มุกที่ดี
ซึ่งความหนาของชั้นมุกนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเลี้ยงและสภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง
ทำให้ไข่มุกที่มีชั้นหนามากก็จะมีความวาวมันมากตามไปด้วย

การดูแลรักษา
มุกต้องการการเก็บรักษา อย่างดี เเละวิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการสวมใส่มุกบ่อยๆ
เพื่อให้น้ำมันจากร่างกายคอยหล่อเลี้ยงความวาวของมุก เเต่ควรระมัดระวังไม่ให้มุกเจอกับสารเคมีใดๆ เช่นน้ำหอม
เครื่องสำอาง สเปรย์ฉีดผม หรือน้ำยาทำความสะอาดต่างๆ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะทำให้ความวาวของมุกหมดไป
โดยก่อนที่จะทำการเก็บเครื่องประดับมุกควรเช็ดด้วยผ้านุ่มๆเเละเก็บเเยกไว้
จากเครื่องประดับอื่นๆเพื่อป้องกันการขีดข่วน…

View More มุกที่ดีดูอย่างไร

ประวัติ ที่มา แบรนด์หรู “Gucci”

ปี 1921 “Guccio Gucci” ก่อตั้งกิจการ Gucci
โดยเริ่มต้นจากการที่กุชชีเริ่มทำงานในโรงแรมซาวอยที่กรุงลอนดอน
กุชชี่หลงใหลความสวยงามของกระเป๋าเดินทางที่พบเห็นอยู่ทุกวัน
จนในที่สุดตัดสินใจกลับไปยังบ้านเกิดที่ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี
เปิดร้านค้าและผลิตเครื่องหนังของตนเอง เมื่อกิจการตกถึงมือรุ่นลูกคือ “Aldo
Gucci” สินค้าภายใต้ชื่อ Gucci ก็มีจำหน่ายไปทั่วโลก
อัลโดเป็นผู้ตัดสินใจเปิดร้านกุชชีแห่งที่สองในกรุงโรมในช่วงทศวรรษ 1950
เมื่อกิจการตกทอดถึงรุ่นที่สาม “Paolo Gucci”
ซึ่งเป็นบุตรชายของอัลโดก็มีแนวทางธุรกิจของตนเอง
เพิ่มสินค้าราคาไม่แพงนักเพื่อจับลูกค้ากลุ่มหนุ่มสาว
และมีแผนเปิดร้านใหม่อีกแห่งหนึ่ง แต่แผนดังกล่าวถูกคัดค้าน
แต่เปาโลได้พยายามจนสามารถสร้างไลน์สินค้า PG ตามชื่อของเขาได้สำเร็จ
แต่สุดท้ายอัลโดพ่อของเขารู้ข่าว ก็ถึงกับไล่เปาโลออกจากบริษัท
และสั่งห้ามซัปพลายเออร์ของกลุ่มกุชชีทุกรายทำธุรกิจร่วมกับเปาโล
ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกถึงขั้นย่ำแย่
ต่อมา ลูกพี่ลูกน้องของเปาโลคือ “Maurizio”
ได้รับช่วงมรดกกิจการครึ่งหนึ่ง มาอุริซิโอรู้สึกอึดอัดใจกับเรื่องในครอบครัว
จึงตัดสินใจที่จะยึดครองกิจการไว้เสียเองทั้งหมด โดยให้บริษัทอินเวสต์คอร์ป
ดำเนินการซื้อหุ้นกิจการส่วนที่เหลือจากญาติพี่น้องของเขา
เปาโลเป็นคนแรกที่ยอมขายหุ้นในมือ
และในที่สุดมาอุริซิโอก็ได้ฟื้นฟูภาพพจน์กิจการที่ย่ำแย่ให้คืนมา
โดยมีผู้ช่วยคนสำคัญคือ “Domenico De Sole” ทนายความของเขา
เป็นผู้รับผิดชอบดูแลกิจการ Gucci America และ “Dawn Mello”
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bergdorf Goodman
ถูกดึงตัวมารับผิดชอบตำแหน่ง creative director นอกจากนั้นยังได้ว่าจ้าง “Tom
Ford” เป็น junior designer ด้วย
ในเวลาต่อมากิจการภายใต้การบริหารของมาอุริซิโอในช่วงแรกดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นนัก
เนื่องจากไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างดี ในช่วงที่ Gucci
ประสบการขาดทุน มาอุริซิโอได้ทุ่มเงินถึง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อปรับปรุงสำนักงานใหญ่ที่ฟลอเรนซ์ และในระหว่างปี 1991-1993
กิจการมียอดขาดทุนรวมถึงราว 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จนในที่สุดอินเวสต์คอร์ปได้กดดันให้มาอุริซิโอขายหุ้นแล้วดึงโซเลให้กลับมาบริหารงานที่ฟลอเรนซ์
ในปี 1994 ภาวะทางการเงินของ Gucci ย่ำแย่อย่างหนัก
โซเลต้องเดินสายเจรจากับซัปพลายเออร์ให้เชื่อว่าเขาสามารถผลักดันกิจการให้ฟื้นคืนกำไรได้
ตอนนั้นที่สำนักงานใหญ่มีแต่คนเขียนบันทึกกล่าวโทษกันและกันจนไม่เป็นอันทำงาน
โซเลเล่าว่ารายงานของบริษัทที่ปรึกษาคูเปอร์ แอนด์ ไลแบรนด์
ที่เสนอแก่อินเวสต์คอร์ป ถึงกับระบุว่ากุชชี เป็นองค์กรที่ไร้ขีดความสามารถ
ไร้จิตวิญญาณของการทำธุรกิจ แต่โซเลบอกว่าทุกวันนี้ไม่มีใครคิดแบบนั้นอีกแล้ว
เมื่อมาถึงปี 1999 ปิโนลต์ผู้บริหารของกิจการ Pinault-Printemps-
Redoute หรือ PPR เขาเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของ Gucci จำนวน 42%
โดยซื้อหุ้นออกใหม่จำนวนดังกล่าวไว้เป็นมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
และเป็นการช่วยให้ Gucci รอดพ้นจากการถูกเทกโอเวอร์ หลังจากนั้น
เขาได้เข้าซื้อกิจการ Sanofi Beaute เจ้าของชื่อยี่ห้อ Yves Saint Laurant
(YSL) แล้วขายให้กับ Gucci ในอีกสองวันถัดมา ส่งผลให้ Gucci
กลายเป็นบริษัทที่มีชื่อยี่ห้อสินค้าหรูหลากหลาย
Gucci ในศตวรรษที่ 21 ภายใต้การนำของ PPR ผลประกอบการของ
Gucci ดีขึ้นมาตลอดโดยมีเงินสดมหาศาลโดยแทบปราศจากหนี้สิน Gucci
กลายเป็นแบรนด์ระดับหรูที่ผู้คนต่างหวังที่จะมีไว้ในครอบครอง
สามารถยืนหยัดได้โดยไม่จะเป็นต้องโฆษณา อีกทั้งยังมีชื่อยี่ห้อชั้นนำอื่น เช่น
กิจการเครื่องเพชร Boucheron ที่ซื้อไว้ในเครือ นอกจากนั้น Gucci
ยังเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการ Sergio Rossi, Bottega Veneta,
กิจการนาฬิกา BdatCo.และสามารถดึง “Alexander McQueen” อดีตดีไซเนอร์ฝีมือดีจาก
Givenchy ผู้ออกแบบและตัดเย็บชุดแต่งงานของแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มาร่วมงานอีกด้วย…

View More ประวัติ ที่มา แบรนด์หรู “Gucci”