แฟชั่นรีสต็อคแค่พูดเบาๆก็เจ็บ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทรนด์ของการแต่งกายในตอนนี้ รองเท้าคือไอเท็มสำคัญสุดๆ และกำลังมาแรงมากๆ
การตลาดทุกวันนี้ของแบรนด์ใหญ่ๆ ล้วนล้อเล่นกับ ดีมานด์ หรือความต้องการทางการตลอดของลูกค้า
สังเกตุได้ว่าตอนนี้จะมีการออกแบบรองเท้ามาเป็นรุ่นที่มีลิมิเต็มอิดิชั่น ไม่ใช่ว่าจะสามารถเดินไปซื้อได้เลย
แต่จะต้องทำการสั่งจองหรือจับฉลากในการซื้อ บางรุ่นที่พิเศษมากๆ ก็จะมีออกมาน้อยมากๆ ทำให้มีความต้องการสูง
จนราคาในตลาดถูกปั่นขึ้นไปสูง บางครั้งมีกระแสข่าวออกมาว่า ราคารองเท้านั้นดีดจากราคาป้ายจริงๆไปหลายสิบเท่า
หรือบางคู่ที่พิเศษมากๆขึ้นไปถึงหลักล้านเลยก็ยังมี แต่มันยังมีการหักหลังคนที่คอยเก็งกำไรจากการซื้อขายรองเท้ารุ่นพิเศษ
นั่นคือการ “รีสต็อค” หรือการนำเอาโปรดักรุ่นเดิมมาผลิตใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้รุ่นดังกล่าวมีออกมาเพิ่ม และทำให้ ดีมานด์
ของคนซื้อลดลงไปเพราะ ซัพพลาย หรือการตอบสนองนั้นมีเพียงพอ และทำให้ราคาของรองเท้ารุ่นพิเศษที่เคยขึ้นไปถึง 10
เท่าของราคาป้าย ลงมาใกล้เคียงกับราคาป้าย เล่นเอาพ่อค้าคนกลางตายเป็นแถว
หลังจากเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีการปล่อยข่าวว่า adidas เตรียมนำ YEEZY BOOST 350 V2 Zebra
กลับมาวางจำหน่ายใหม่อีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ก็ได้รับการยืนยันจากทางค่ายสามแถบเรียบร้อยว่าเจ้าม้าลายตัวนี้จะรีสต้อกจริงๆ
รองเท้ารุ่น YEEZY BOOST 700 รองเท้าอีกหนึ่งรุ่นที่เป็นที่ต้องการของเหล่าสนีกเกอร์เฮดทั่วโลก
ซึ่งหลายคนเคยพลาดไป และได้ออกมาวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และให้พรีออเดอร์ผ่านทาง
YEEZY SUPPLY และแน่นอนว่ามันได้ sold out ไปอย่างรวดเร็ว แถมราคารีเซลก็พุ่งสูงเป็นเท่าตัว
ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าตัวแรกของ Kanye West ที่เขาทำออกมาในสไตล์ “dad shoe”
และทำให้เทรนด์นี้กลับมาฮอตฮิตอีกครั้งในตอนนี้ โดยรองเท้ารุ่นนี้จะมาในแบบ OG colorway ในเวอร์ชั่น “Multi
Solid Grey/Chalk White/Core Black” ที่มาพร้อมกับ upper ในโทนสีเทาและดำที่ใช้วัสดุเป็นหนังกลับ
suede ตัดกับวัสดุที่เป็น mesh ในโทนสีน้ำเงิน นอกจากนี้ก็ยังมาพร้อมกับส้นเท้าแบบ reflective heel
ที่สามารถสะท้อนแสงไฟและแสงแฟลซได้ และมาพร้อมกับแบรนด์ดิ้ง Three Stripe ในส่วนของ midsole
จะมาในโทนสีขาวตัดกับดีเทลในโทนสีส้มดำ และ outsole จะมาในโทนสีดำ
ซึ่งนี่คือตัวอย่างการรีสต็อคที่ทำให้นักหิ้วเจ็บปวดปางตาย…

View More แฟชั่นรีสต็อคแค่พูดเบาๆก็เจ็บ

ประวัติ ที่มา แบรนด์หรู “Gucci”

ปี 1921 “Guccio Gucci” ก่อตั้งกิจการ Gucci
โดยเริ่มต้นจากการที่กุชชีเริ่มทำงานในโรงแรมซาวอยที่กรุงลอนดอน
กุชชี่หลงใหลความสวยงามของกระเป๋าเดินทางที่พบเห็นอยู่ทุกวัน
จนในที่สุดตัดสินใจกลับไปยังบ้านเกิดที่ฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี
เปิดร้านค้าและผลิตเครื่องหนังของตนเอง เมื่อกิจการตกถึงมือรุ่นลูกคือ “Aldo
Gucci” สินค้าภายใต้ชื่อ Gucci ก็มีจำหน่ายไปทั่วโลก
อัลโดเป็นผู้ตัดสินใจเปิดร้านกุชชีแห่งที่สองในกรุงโรมในช่วงทศวรรษ 1950
เมื่อกิจการตกทอดถึงรุ่นที่สาม “Paolo Gucci”
ซึ่งเป็นบุตรชายของอัลโดก็มีแนวทางธุรกิจของตนเอง
เพิ่มสินค้าราคาไม่แพงนักเพื่อจับลูกค้ากลุ่มหนุ่มสาว
และมีแผนเปิดร้านใหม่อีกแห่งหนึ่ง แต่แผนดังกล่าวถูกคัดค้าน
แต่เปาโลได้พยายามจนสามารถสร้างไลน์สินค้า PG ตามชื่อของเขาได้สำเร็จ
แต่สุดท้ายอัลโดพ่อของเขารู้ข่าว ก็ถึงกับไล่เปาโลออกจากบริษัท
และสั่งห้ามซัปพลายเออร์ของกลุ่มกุชชีทุกรายทำธุรกิจร่วมกับเปาโล
ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกถึงขั้นย่ำแย่
ต่อมา ลูกพี่ลูกน้องของเปาโลคือ “Maurizio”
ได้รับช่วงมรดกกิจการครึ่งหนึ่ง มาอุริซิโอรู้สึกอึดอัดใจกับเรื่องในครอบครัว
จึงตัดสินใจที่จะยึดครองกิจการไว้เสียเองทั้งหมด โดยให้บริษัทอินเวสต์คอร์ป
ดำเนินการซื้อหุ้นกิจการส่วนที่เหลือจากญาติพี่น้องของเขา
เปาโลเป็นคนแรกที่ยอมขายหุ้นในมือ
และในที่สุดมาอุริซิโอก็ได้ฟื้นฟูภาพพจน์กิจการที่ย่ำแย่ให้คืนมา
โดยมีผู้ช่วยคนสำคัญคือ “Domenico De Sole” ทนายความของเขา
เป็นผู้รับผิดชอบดูแลกิจการ Gucci America และ “Dawn Mello”
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bergdorf Goodman
ถูกดึงตัวมารับผิดชอบตำแหน่ง creative director นอกจากนั้นยังได้ว่าจ้าง “Tom
Ford” เป็น junior designer ด้วย
ในเวลาต่อมากิจการภายใต้การบริหารของมาอุริซิโอในช่วงแรกดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นนัก
เนื่องจากไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างดี ในช่วงที่ Gucci
ประสบการขาดทุน มาอุริซิโอได้ทุ่มเงินถึง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เพื่อปรับปรุงสำนักงานใหญ่ที่ฟลอเรนซ์ และในระหว่างปี 1991-1993
กิจการมียอดขาดทุนรวมถึงราว 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จนในที่สุดอินเวสต์คอร์ปได้กดดันให้มาอุริซิโอขายหุ้นแล้วดึงโซเลให้กลับมาบริหารงานที่ฟลอเรนซ์
ในปี 1994 ภาวะทางการเงินของ Gucci ย่ำแย่อย่างหนัก
โซเลต้องเดินสายเจรจากับซัปพลายเออร์ให้เชื่อว่าเขาสามารถผลักดันกิจการให้ฟื้นคืนกำไรได้
ตอนนั้นที่สำนักงานใหญ่มีแต่คนเขียนบันทึกกล่าวโทษกันและกันจนไม่เป็นอันทำงาน
โซเลเล่าว่ารายงานของบริษัทที่ปรึกษาคูเปอร์ แอนด์ ไลแบรนด์
ที่เสนอแก่อินเวสต์คอร์ป ถึงกับระบุว่ากุชชี เป็นองค์กรที่ไร้ขีดความสามารถ
ไร้จิตวิญญาณของการทำธุรกิจ แต่โซเลบอกว่าทุกวันนี้ไม่มีใครคิดแบบนั้นอีกแล้ว
เมื่อมาถึงปี 1999 ปิโนลต์ผู้บริหารของกิจการ Pinault-Printemps-
Redoute หรือ PPR เขาเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของ Gucci จำนวน 42%
โดยซื้อหุ้นออกใหม่จำนวนดังกล่าวไว้เป็นมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
และเป็นการช่วยให้ Gucci รอดพ้นจากการถูกเทกโอเวอร์ หลังจากนั้น
เขาได้เข้าซื้อกิจการ Sanofi Beaute เจ้าของชื่อยี่ห้อ Yves Saint Laurant
(YSL) แล้วขายให้กับ Gucci ในอีกสองวันถัดมา ส่งผลให้ Gucci
กลายเป็นบริษัทที่มีชื่อยี่ห้อสินค้าหรูหลากหลาย
Gucci ในศตวรรษที่ 21 ภายใต้การนำของ PPR ผลประกอบการของ
Gucci ดีขึ้นมาตลอดโดยมีเงินสดมหาศาลโดยแทบปราศจากหนี้สิน Gucci
กลายเป็นแบรนด์ระดับหรูที่ผู้คนต่างหวังที่จะมีไว้ในครอบครอง
สามารถยืนหยัดได้โดยไม่จะเป็นต้องโฆษณา อีกทั้งยังมีชื่อยี่ห้อชั้นนำอื่น เช่น
กิจการเครื่องเพชร Boucheron ที่ซื้อไว้ในเครือ นอกจากนั้น Gucci
ยังเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการ Sergio Rossi, Bottega Veneta,
กิจการนาฬิกา BdatCo.และสามารถดึง “Alexander McQueen” อดีตดีไซเนอร์ฝีมือดีจาก
Givenchy ผู้ออกแบบและตัดเย็บชุดแต่งงานของแคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มาร่วมงานอีกด้วย…

View More ประวัติ ที่มา แบรนด์หรู “Gucci”

แฟชั่น.การแต่งตัว. อาดิดาส สุดยอดเเบรนด์ระดับโลก

ทุกคนที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาต้องรู้จักเเบรนด์ อาดิดาส อย่างเเน่นอน
ถือเป็นยี่ห้อที่ทุกคนทั่วโลกต่างสวมใส่กัน เป็นมีทั้ง เสื้อผ้า รองเท้า
กางเกง เเละสินค้าอื่นๆอีกมากมาย เเละยังเป็นเเบรนด์ ที่สนับสนุน
ทีมกีฬาดังระดับโลก มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด
ยอดทีมของสเปน เเละ เเมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บิ๊กทีมของเกาะอังกฤษ
อาดิดาสก็เข้าไปสนับสนุนเรื่องของเสื้อผ้าที่นักกีฬาสวมใส่
เเละอาดิดาส มีประวัติความเป็นมาอย่างไรถึงได้เป็นเเบรนด์ระดับโลก
อย่างนี้ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักเเบรนด์ระดับโลก ที่มีความเป็นมาอย่างไร
จึงได้เป็นที่ชื่นชอบของคอกีฬาทั่วโลกได้มากมาย
เเทบทุกประเทศต้องมีสาขาของอาดิดาสขายอยู่เพื่อให้เเฟนเสื้อผ้าของเเบรนด์นี้ได้สวมใส่
อาดิดาส กำเนิดมาจากประเทศเยอรมัน ผู้คิดค้นคือ แอดดิ ดาสเลอร์
โดยเขาได้เริ่มผลิตรองเท้ากีฬาคู่แรกของเขา ในปี ค.ศ.1920
หลังจากที่พี่ชาย รูดิ หรือ รูดอล์ฟ ดาสเลอร์
กลับมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ทั้งสองได้รวมหัวกันผลิตรองเท้ากีฬาที่มีชื่อแบรนด์ว่า “Dassler”
ซึ่งก็มาจากนามสกุลของสองพี่น้อง เเละได้เปิดกิจการในปี ค.ศ.1924
เเละหลังจากนั้น สองพี่น้องก็มีเรื่องทะเลาะกันเอง
เเละกิจการถูกเเทรกเเทรกจากทหาร ได้ถูกสั่งให้ผลิตรองเท้าให้กับทหาร
รูดิ พี่ชาย ถูกเรียกกลับไปประจำการที่กองทัพ เมื่อสงครามยุติลงในปี
ค.ศ. 1948 ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ก็ถึงจุดแตกหักกันไป
แอดดิได้ชื่อแบรนด์จาก Dassler มาเป็น Adidas
ซึ่งมาจากชื่อและนามสกุลของเขานั่นเอง
ค.ศ. 1972 นักกีฬาว่ายน้ำได้คว้าผู้เหรียญทองในกีฬาโอลิมปิค MarkSpitz
ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้ผู้คนยิ่งจดจำรองเท้าของอดิดาสได้มากขึ้น
เเละในปัจจุบันนี้ อาดิดาส ถือว่าได้สร้างรายได้อย่างถล่มทลาย อย่างมากไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า
รองเท้าที่ขายได้อย่างยอดนิยมเป็นที่สนใจของคอกีฬาอย่างมาก
หากนึกถึงรองเท้ากีฬา อาดิดาสจะมาเป็นเจ้าเเรกๆอย่างเเน่นอน ในปี
ค.ศ. 2015 บริษัทอาดิดาสทำกำไรได้สูงถึง 650 ล้านดอลล่าสหรัฐ หรือ
23,640 ล้านบาทไทยทีเดียว
อาดิดาส ถือว่าเป็นเเบรนด์ที่สุดยอดอย่างมาก มีนักกีฬาดัง
มาเป็นพรีเซนเตอร์ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น
นักฟุตบอลระดับโลกไม่ว่าจะเป็น เดวิส เบ็คแฮม
สุดหล่ออดีตนักเตะเเมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เเละ เรอัล มาดริด เเละยังมีลีโอเนล เมสซี่
ซุปเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของโลกในวงการลูกหนังในปัจจุบันนี้
รวมไปถึงไมเคิล จอร์เเดน ตำนานนักบาสเก็ตบอลในศึกเอ็นเอฟเอล
เเละการได้ ไมเคิล จอร์เเดน มาเป็นพรีเซนเตอร์ทำให้ อาดิดาส
สร้างรายได้อย่างถล่มทลายไปเลยทีเดียว ถือว่าอาดิดาส
เป็นเเบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในโลกของเเฟชั่นกีฬาในปัจจุบัน…

View More แฟชั่น.การแต่งตัว. อาดิดาส สุดยอดเเบรนด์ระดับโลก

แฟชั่น.การแต่งตัว.การเลือกซื้อกางเกงยีนส์เเบบโดนใจเรา

เชื่อว่าหลายคนในที่นี้ต้องชอบสวมใส่กางเกงยีนสือย่างเเน่นอนเพราะเป็น
กางเกงที่สวมใส่เเล้วเท่ใส่เเล้วดูเหมือนว่าตัวเองมีความมั่นใจเวลาออกไปไหน
ดูรวดเร็วหากได้สวมตัวโปรดเเล้วจะสามารถทำให้เรามีความมั่นใขเพิ่มขึ้นเเบบทวีคูนเลยทีเดียว
เเละบทความนี้เรามาดูกันว่ากางเลือกกางเกงยีนส์ใส่สักตัวนั้นเราต้องดูอะไรบ้างจะทำให้ไม่พลาดในการซื้อมาใส่
สิ่งเเรกที่ควรรู้คือกางเกงยีนส์นั้นอาจจะมีไซต์ที่เล็กกว่าเอลจริงของเรา
การเลือกกางเกงยีนส์ทุกครั้งเราต้องลองให้เเน่ใจว่าเราสามารถใส่ได้
หากเราไปสั่งซื้อเราอาจจะได้ตัวที่เล็กหรือใหญ่กว่าตัวเราทำให้เสียอารมณ์
ทางที่ดีควรจะไปเลือกซื้อด้วยตัวเองจะทำให้เราได้รับของที่พอดีกับตัวเราเอง
หากซื้อมาเเล้วไซต์ผิดขนาดกับเราอาจจะต้องทำให้ไม่สามารถสวมใส่ได้
ดังนั้นเราต้องขอลองให้เราสบายใจว่ามันสามารถสวทใส่กับหุ่นของเราได้เเล้วค่อยซื้อมาใส่
ต่อมาการเลือกกางเกงยีนส์ต้องเลือกให้เข้ารูปกับตัวเองที่สวมใส่เพราะหากมันใหญ่เกินไม่ จะไม่สวยอย่างเเน่นอน
การเกงยีนส์ต้องใส่ให้พอดีกับตัวของเรา
บางคนซื้อมาใส่เเล้วดูใหญ่เกินไปอาจจะทำให้ดูไม่สวยจากสายตาคนอื่น
ที่มอง ซึ่งกางเกงยืนนั้นต้องสวมเเบบพอดีจะทำให้เราดูสวยขึ้นอย่างมาก
ไม่เชื่อก็ลองหารูปกางเกงยีนส์ที่เขาใส่กันพอดีกับร่างกายของเรา
มองเเล้วจะดูเเข็งเเกร่ง มีความว่องไวเลยทีเดียว
ต่อมาเราต้องคำนึงสีของกางเกงยีนส์ที่เราเลือกมา
เราต้องเสือกกางเกงยีนส์ที่มีสีเข้มเท่านั้น
เพราะหากเลือกกางเกงยีนส์สีจางมาเเล้วก็จะทำให้มันเก่าเร็วขึ้นอย่างเเน่นอน
เเละอีกอย่างที่ให้เลือกกางเกงยีนส์สีเข้มเพราะสามารถใส่ไปทำงานที่ออฟฟิสได้
หากใส่สีจากไปอาจจะไม่เหมาะสมในการทำงาน
หรือว่ากางเกงยีนส์ที่ขาดเราก็อาจจะควรละไปก่อนเพราะไม่สามารถสวม
ใส่ไปในที่ทำงานของเราได้เเน่ ยกเว้นเราซื้อมาใส่ไปเที่ยว
เเต่หากให้ดีก็ควรที่จะซื้อมาเเล้วสามารถใส่ไปไหนก็ได้
เเละมองว่าสีเข้มจะทำให้คุณรับประโยชน์จากกางเกงยีนส์ตัวนั้นของคุณได้ดีทีเดียว
สุดท้ายเเล้วการเลือกซื้อกางเกงยีนส์เราต้องดูให้ดีก่อนซื้อเช็กทุกอย่างใน
ตัวกางเกงไม่ว่าจะเป็น กระเป๋ากางเกง
ตะเข็บต่างๆรอบๆกางเกงดูว่าการเย็บมีความสวยงามตามเเบบมั้ย
ไม่มีรอยขีดข่วน รอยขาด
เเละกระดุมทุกเม็ดเลียงกันสวยงามหรือจะเป็นซิพก็ต้องดูให้ดี
เลือกกางเกงที่ใส่เเล้วให้เข้ากับรูปร่างของเรา
เพื่อความมั่นใจในการสวมใส่
การสวมกางเกงยีนส์นั้นสามารถใส่ได้ทุกงาน
มันเป็นสไตล์ของเเต่ละบุคคล หากชอบในการใส่กางเกงยีนส์
ก็อย่าลืมวิธีเลือกซื้อมาสวมใส่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง…

View More แฟชั่น.การแต่งตัว.การเลือกซื้อกางเกงยีนส์เเบบโดนใจเรา

เคล็บลับการใส่ “รองเท้าส้นตัน” ยังไงไม่ให้ดูเป็น “คุณป้า”

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้สาว ๆ กล้าที่จะแต่งตัวมากขึ้น
แต่จะให้ใส่รองเท้าส้นสูงทุกวันก็ไม่ไหว รองเท้าผ้าใบก็ดูแมนเกินไป
จะใส่รองเท้าส้นเตี้ยก็กลัวโดนทักว่าเป็น “คุณป้า”
วันนี้เราจึงมีอีกหนึ่งตัวช่วยมาแนะนำให้สาว ๆ รู้จักกัน นั้นก็คือ Mid Heels
หรือ รองเท้าส้นตันที่มีความสูง 2 นิ้ว ที่นาทีนี้มาแรงแบบฉุดไม่อยู่
ถ้าไม่มีถือว่าพลาดมาก
แต่ถ้ามีแล้วแมทซ์ไม่เป็นก็จะทำให้เป็นคุณป้าไปเลยนะ
วันนี้จึงได้รวบรวมเคล็ดลับการใส่รองเท้าส้นตันมาฝากกัน
รับรองว่าถ้ารู้แล้วจะไม่โดนเรียกเป็นคุณป้าแน่นอน
1. ใส่คู่กับกางเกงยีนส์

ถ้าเลือกที่มีรูปทรงที่ไม่เตี้ย ไม่สูง และแบบที่เลือกมาก็ปิดหมดทั้งเท้า
สิ่งเดียวที่ควรใส่คู่ด้วยคือ กางเกงยีนส์
เพราะไม่ว่าจะใส่ยังไงก็ไม่ดูเป็นคุณป้าแน่นอน
2. แต่งเป็นสไตล์วินเทจ
โดยเลือกแต่งออกมาให้เป็นแนววินเทจ
ด้วยการจับคู่กับกางเกงขาบาน หรือกางเกงยีนส์สีซีด ๆ
ที่อารมณ์แบบวัยรุ่นยุคก่อน ๆ รับรองว่ารอดแน่นอน
3. สีของรองเท้า
การเลือกรองเท้าที่มีสีสันสดใส
ก็มีส่วนช่วยให้คุณไม่กลายเป็นคุณป้าได้ หากอยากได้ลุกที่ Perfect
ก็ให้เลือกสีรองเท้าที่สามารถแสดงความเป็นคุณไปเลย
4. แมตช์ให้เป็นสาวเกาหลี
เลือกใช้ไอเท็มที่เป็นกระโปรงสีพื้นอย่างเช่น สีน้ำตาล สีขาว หรือ
สีดำ บวกกับการแต่งหน้าที่เป็นธรรมชาติ และเครื่องประดับอีกนิดหน่อย
ก็จะช่วยให้คุณสวยเหมือนสาวเกาหลีได้แล้ว…

View More เคล็บลับการใส่ “รองเท้าส้นตัน” ยังไงไม่ให้ดูเป็น “คุณป้า”

แฟชั่นกับเสื้อฟุตบอลทีมชาติ บอลโลก 2018

ผ่านไปแล้วสำหรับฟุตบอลโลก ซึ่งในปี 2018
นี้รัสเซียรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน
จะมาพูดถึงเสื้อฟุตบอลที่ดีไซน์ได้อย่างสวยงามในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เพราะสมัยนี้
เสื้อฟุตบอลไม่ได้แค่ไว้ใส่แข่งขันเท่านั้น ยังสามารถเป็นแฟชั่น
กับสไตล์การแต่งตัวที่ดูเท่อย่างสุดๆ มาดูกันว่ามีทีมชาติใดบ้าง
ที่มีการดีไซน์เสื้อออกมาได้อย่างสวยงาม
และพร้อมใส่เที่ยวได้แบบไม่ต้องอายใคร

1.ทีมชาติญี่ปุ่น
เป็นชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของเสื้อบอลมาแต่ยาวนาน
เสื้อทีมชาติญี่ปุ่นปีนี้มีการดีไซน์ออกมาที่ได้กลิ่นอายของนักรบ ซามูไร
มีลายเส้นประสีน้ำเงินที่ให้ความรู้สึกเท่ๆ
เหมาะกับเป็นประเทศที่มีความเป็นผู้นำแฟชั่น แห่งชาติเอเชีย

2.ทีมชาติเซอร์เบีย
ทีมชาติเซอร์เบีย มาในผลิตภัณฑ์จาก Puma ในการดีไซน์ เรื่องดีไซน์ของ
Puma ไม่ต้องพูดถึง เป็นแบรนด์ที่ออกแบบมาสวยทุกครั้ง ไม่แพ้ Adidas และ Nike
การดีไซน์ของทีมชาติเซอร์เบียนั้น มีลายแถบกลางลำตัว
สื่อถึงเอกลักษณ์ของทีมชาติเซอร์เบีย และดูมีความเป็นเซอร์เบียอย่างขนานแท้

3.ทีมชาติบราซิล
ทีมชาติบราซิล
ในเรื่องของเสื้อแข่งมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองมานานแล้ว
ซึ่งเป็นสีหลักของทีมนั้นคือ สีเหลือง
มาฟุตบอลโลกในครั้งนี้มีการออกแบบมาให้ดูมีความเรียบง่าย ตามสไตล์ของ Nike
แต่เมื่อได้มีไว้ครอบครอง เอาไปใส่เที่ยว เดินห้าง หรือทำกิจกรรมอื่นๆ
เป็นอะไรที่เท่สุดๆ

4.ทีมชาติอังกฤษ
มาในแบบที่เรียบง่าย ไม่ต่างจากทีมชาติบราซิล
เพราะว่ามาจากแบรนด์เดียวกัน นั่นคือ Nike เสื้อทีมชาติอังกฤษมาในชุดสีขาว
สีหลักของทีม มีสีแดงตัดเข้ามาในส่วนของคอเสื้อ ซึ่งเป็นสีประจำชาตินั่นเอง
แต่ชุดที่สอง มาในชุดสีแดง ซึ่งใส่กิมมิก ลายธงชาติอังกฤษเข้าไปในตรงกลางเสื้อ
ซึ่งดูแล้วรู้สึกมีพลังในการแข่งขันกับคู่ต่อสู้ ถ้าใครได้ครอบครองไป
สวมใส่แล้วมีความเป็นผู้ดีแบบต้นฉบับอย่างชาติอังกฤษอย่างแน่นอน

5.ทีมชาติเยอรมนี
สำหรับแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้ดีไซน์ออกมาในลายย้อนยุค
เหมือนกับชุดสมัยก่อน ซึ่งมีเอกลักษณืที่โดดเด่นตรงด้านหน้าอกตามมาด้วยชุดที่สอง
ที่มาในชุดสีเขียวซึ่งมีลายทะแยงในตัวเสื้อซึ่งออกแบบมาในลักษณะย้อนยุคเช่นเดียวกัน
ใครเป็นสายวินเทจต้องรีบหาซื้อไว้โชว์เพื่อนได้เลย

6.ทีมชาติอาร์เจนติน่า
ยังคงตามเอกลักษณ์เดิม คือ สีฟ้า ตัด ขาว
ซึ่งทางอาร์เจนติน่าในแต่ละทัวร์นาเมนต์
เสื้อทีมชาติอาร์เจนติน่าติดอันดับท็อปๆมาตลอด ในเรื่องของการดีไซน์
มาปีนี้ก็ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวัง เพราะสวงามทั้งชุดเหย้า และชุดเยือน

7.ทีมชาติไนจีเรีย
ทีมแห่งโซนทวีปแอฟริกาใต้ บอกได้เลยว่า
เป็นชุดที่โดดเด่นที่สุดในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทษรัสเซียในครั้งนี้
ซึ่งทีมชาติอื่นๆที่ใช้แบรนด์ Nike ออกมาในแบบเรียบๆ
ผิดกับทางด้านทีมชาติไนจีเรีย ที่ดีไซน์ออกมาได้อย่างมีสีสันอย่างสุดๆ
ตามฉบับของชาติ แอฟริกา รับรองได้เลยว่า เสื้อทีมชาติไนจีเรีย
ต้องมียอดขายที่ถล่มถลายอย่างแน่นอน…

View More แฟชั่นกับเสื้อฟุตบอลทีมชาติ บอลโลก 2018

แฟชั่นการแต่งตัว

ยุคทองของสนีกเกอร์
ในตอนนี้หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “สนีกเกอร์” มาแล้วบ้าง ไม่มากก็น้อย ทุกวันนี้ “สนีกเกอร์” (Sneaker)
กลายเป็นคำที่มีการพูดถึงอย่างมากในยุคนี้ บางคนอาจจะใช้เรียกรองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้ากีฬาทั่วๆไป แต่ความจริงแล้ว คำๆ
นี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง และมีความเป็นเอกลักษณ์ต่างจากรองเท้าทั่วไป มันไม่ใช่รองเท้าธรรมดาทั่วไปซะทีเดียว
สนีกเกอร์มันมีความแตกต่างของมันอยู่
หลายคนอาจจะเคยได้ยินรองเท้าราคาคู่ละเป็นหมื่น เป็นแสน หรือเป็นล้านก็ยังมี หลายคนคงเคนพูดว่า รองเท้าราคาขนาดนี้
รวยอย่างเดียวคงซื้อไม่ได้ (ต้องโง่ด้วย) นั้นคือคนพูดจากปากคนที่ไม่เข้าใจวิถีของ สนีกเกอร์อย่างถ่องแท้หรือดีพอ
ในทุกๆวงการสินค้ามีมูลค่า กับคนที่เห็นค่า ไม่เช่นนั้น เซียนพระคงไม่ซื้อ พระเครื่องราคาหลายสิบล้าน หรือว่า
เหล่าโอตะก็คงไม่ยอมควักเงินเป็นแสนเพื่อซื้อภาพ SSR ของน้องๆวง BNK48 กันอย่างแน่นอน หรือว่านักเล่นปลาคาร์ฟ
ยอมลงทุนซื้อปลาในราคาหลักล้าน เพราะแต่ละวงการมีความเชื่อ ในมูลค่าของสินค้าที่พวกเขาสะสม แน่นอนว่าเมื่อเพชร
พลอย ไปอยู่ในมือของฝูงลิงมันคงไม่ต่างจากหินธรรมดาก้อนหนึ่ง ในวงการสนีกเกอร์ก็เหมือนกัน
รองเท้าสนีกเกอร์ในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ ได้แก่ รองเท้าสนีกเกอร์แบบใส่เล่นกีฬาและสำหรับออกกำลังกาย
ซึ่งเป็นต้นแบบของรองเท้าสนีกเกอร์ในยุคแรก ส่วนอีกแบบคือ รองเท้าสนีกเกอร์แฟชั่น สามารถใส่ออกกำลังกายเบาๆ
หากยกตัวอย่างรองเท้าสนีกเกอร์รุ่นที่โด่งดังในอดีต ซึ่งปัจจุบันนำกลับมาวางขายใหม่ คือ รองเท้าจากค่าย Adidas รุ่น
Stan Smith ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว รองเท้ารุ่นนี้เคยเป็นรองเท้าที่ใช้ใส่เล่นกีฬาประเภทเทนนิส และแบดมินตัน
เท่านั้น และปัจจุบันทางค่ายได้นำกลับมาวางขายใหม่
ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรูปทรงและพื้นรองเท้าให้เข้ากับแฟชั่นในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่โด่งดังมากในขณะนี้
ในตอนนี้หากว่าจะถามว่า สนีกเกอร์ รุ่นอะไรที่กำลังฮิตและมาแรงสุดๆ ก็คงบอกยากแล้วแต่ความนิยม ชมชอบของกลุ่มคน
แต่รุ่นที่บอกได้ว่ามาแรงในตอนนี้และหากมีการเปิดจำหน่ายจะต้องแย่งกันแบบเอาเป็นเอาตายเลยนั่นก็คือ ในรุ่น adidas
yeezy boost 350 ที่ไม่ว่าจะรีสต็อกออกมากี่ครั้งก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงจากแฟนๆ ในราคาหมื่นกว่าบาท
ในแต่ละสีที่หายาก ซึ่งตรงนี้กลายเป็นวัฒนธรรมของเหล่าสนีกเกอร์ ที่ต้องการเก็บสะสมรองเท้า และมีรองเท้าคู่หายาก
เอาไว้ครอบครองถือว่าเป็นการมีไอเท็มเหนือคนอื่น ทำให้การต่อสู้และราคาในตลาดเพิ่มมากขึ้นเหมือนกับหลักเศรษฐศาสตร์​
ความต้องการซื้อและความต้องการขาย จนมีการปั่นราคาแต่หลายคนก็ยอม
บอกเลยว่ามันคือยุคทองของสนีกเกอร์อย่างแท้จริง…

View More แฟชั่นการแต่งตัว

5 สิ่งของต้องห้ามใส่คู่กับ “รองเท้าผ้าใบ”

รองเท้าผ้าใบถือเป็นไอเท็มการแต่งตัวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้รองเท้าผ้าใบกลายเป็นไอเท็ม ที่เชื่อว่าสาว ๆ
ทุกคนต่างก็มีติดบ้านไว้อย่างน้อยหนึ่งคู่
แต่ก็ใช่ว่าจะใส่รองเท้าผ้าใบคู่กับทุกอย่างแล้วจะดูดี วันนี้เราจึงเลือก 5
ไอเท็มที่ควรหลีกเลี่ยงการใส่กับรองเท้าผ้าใบมาฝากกัน
มาดูกันดีกว่ามีอะไรบ้าง
1. ถุงเท้ายาว
เมื่อเราใส่ชุดเดรสยาวคลุมเข่า คู่กับรองเท้าผ้าใบแล้ว
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงนั้นก็คือ การใส่ถุงเท้าที่ยาวครึ่งแข่ง

เพราะจะทำให้ช่วงขาของเราดูสั้น และตันนั้นเอง
ทางดีที่ควรใส่ถึงเท้าที่มีความยาวแค่ตาตุ่ม หรือไม่ใส่เลยก็ยิ่งดี
2. กระโปรงยาวจนคลุมข้อเท้า
เดรสที่มีความยาวจนคลุมข้อเท้า
ไม่ควรใส่คู่กับรองเท้าผ้าใบเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ดูแก่ และดูไม่สูง
สำหรับสาวที่ไม่ต้องการใส่เดรสสั้น และก็ยังอยากใส่รองเท้าผ้าใบอยู่
แนะนำว่าควรเป็นเดรสที่ผ่าข้าง ก็จะช่วยให้ดูสูงขึ้นมาได้
3. กางเกงโอเวอร์ไซส์

การใส่กางเกงโอเวอร์ไซส์คู่กับกับรองเท้าผ้าใบจะยิ่งทำให้ขาดูตันและให
ญ่กว่าเดิม ทางที่ดีสาว ๆ ควรใส่คู่กับกางเกงที่พอดีตัว ในโทนสีทึบ ๆ
ก็จะช่วยให้รูปร่างของเราดูเล็กลงได้
4. ลวดลายเยอะๆ
การใส่เสื้อผ้าที่มีลวดลายมากเกินไปคู่กับรองเท้าผ้าใบ
จะทำให้ดูแก่กว่าตัวจริง หากอยากสนุกกับการแต่งตัว
ก็ให้เลือกเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสแทนการใช้เสื้อผ้าที่มีลวดลายเยอะ ๆ
น่าจะดีกว่า
5. แฟชั่นที่วินเทจเกินไป
การแต่งตัวสไตล์วินเทจกับรองเท้าผ้าใบ สามารถทำได้
แต่ต้องไม่ดูวินเทจจนเกินไปเพราะจะทำให้ดูแก่ ลองแต่งตัวแบบเรียบ ๆ
ง่าย ๆ อย่างการใส่กางเกงยีนส์ แมทซ์กับเสื้อยืดสีพื้น
คู่กับรองเท้าผ้าใบสักคู่ ก็จะช่วยให้คุณดูเด็กกว่าอายุได้
สำหรับใครที่ชื่นชอบการใส่รองเท้าผ้าใบ ก็อย่าลืมนำเอาเทคนิคดี ๆ
เหล่านี้ไปปรับใช้กันได้…

View More 5 สิ่งของต้องห้ามใส่คู่กับ “รองเท้าผ้าใบ”

ไขข้อสงสัยทำไม อดิดาส ถึงมีหลายโลโก้ จนถึงปัจจุบัน

 

ย้อนไปปี ค.ศ.1967 อดอล์ฟ ดาสเลอร์ ผู้คิดค้นและเริ่มผลิตแบรนด์อาดิดาส มีความคิดที่ว่าต้องมีการออกแบบโลโก้เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ และเป็นที่จดจำ จึงเกิดเป็นโลโก้ ‘The Three Stripes’ อย่างเป็นทางการ (แถบแนวนอน 3 แถบ) โ

ดยโลโก้ที่ว่านั่น เป็นการออกแบบของ Karhu Sports ทาง อดอล์ฟ ดาสเลอร์ ก็เลยจัดการซื้อมันมาในราคา 1600 ยูโร พร้อมกับวิสกี้สองขวด เพื่อให้ได้โลโก้มาครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ( ปล.ก่อนหน้านี้ปี ค.ศ. 1949 เป็นโลโก้ที่เป็นรูปรองเท้า ADOLF DASSLAR แต่ไม่ค่อยแพร่หลาย) และพอมาปี ค.ศ. 1971 ก็มีการสร้างโลโก้ขึ้นมาอีกคือ ‘The Trefoil’ รูปทรงคล้ายกับใบไม้สามแฉก และมันถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการอีกครั้งในปี ค.ศ. 1972 ที่งาน Munich Olympics ซึ่ง

ปัจจุบันโลโก้นี้ก็ถูกนำมาใช้กับคอลเลคชั่นเสื้อผ้า แฟชั่น กับผลิตภัณฑ์ Samba Superstar ที่มีมานานแล้ว และยังรวมไปถึงรองเท้าที่ถูกออกแบบโดย Jeremy Scoth และ Porsche Design ที่เรารู้จักในนาม adidas Original Collection และต่อมาในปี ค.ศ. 1997 ก็ถือกำเนิดโลโก้อาดิดาสอีก ภายใต้ชื่อ The Triangle หรือ adidas Performance ซึ่งถูกออกแบบโดย Peter Moore ผ.อ.ครีเอทีฟ ดีไซน์สามเหลี่ยมมีช่องว่าง

ลักษณะจะคล้ายๆ ภูเขา โดยมีแนวคิดที่ว่า เป็นการสร้างความท้าทายให้กับนักกีฬา ในการพุ่งทะยานไปข้างหน้า พุ่งไปให้สูง ให้ถึงเป้าหมายอะไรทำนองนั้น อดอล์ฟ ดาสเลอร์ เองก็ชอบความคิดนี้ จนกระทั่งในปี 1997 โลโก้นี้ก็ถูกนำมาใช้ในแบรนด์อาดิดาส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ตอนนี้

 

ถึงตอนนี้เองอาดิดาสมีโลโก้ที่ใช้อยู่ด้วยกัน 4 แบบ คือ …

1.The Triangle หรือ Adidas Performance รูปสามเหลี่ยมภูเขา เน้นเรื่องกีฬา

  1. adidas Original สีฟ้า ใช้กับคอลเลคชั่นเสื้อผ้า และแฟชั่น
  2. adidas NEO สีเขียวสะท้อนแสง ใช้กับเสื้อผ้าสำหรับวัยรุ่น

และ 4. adidas Silver สีเงิน ใช้กับกลุ่มสินค้า High End…

View More ไขข้อสงสัยทำไม อดิดาส ถึงมีหลายโลโก้ จนถึงปัจจุบัน

G-SHOCK 5000 Series รุ่นครบรอบ 35 ปี

 

เมื่อไม่นานมานี่มีการเผยโฉมนาฬิกา G-SHOCK 5000 Series รุ่น Full Metal ใหม่ล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่ G-SHOCK ผลิตนาฬิกาโดยใช้วัสดุสเตนเลส สตีลทั้งตัวเรือน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปี ของ G-SHOCK

โดยนาฬิการุ่นพิเศษนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาต้นแบบรุ่น ORIGINS  ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1983 พร้อมดีไซน์สไตล์สตรีท ลักซ์ชัวรี่ ที่เท่แบบไร้กาลเวลา ด้วยตัวเรือนที่ทันสมัย และคงต้นแบบหน้าเหลี่ยมของ G-SHOCK ไว้ สำหรับนาฬิการุ่น Full Metal ที่เปิดตัวในไทยเป็นครั้งแรกมี 3 รุ่นคือ รุ่น GMWB5000D-1 (Silver Edition) และ GMW5000TFG-9 (Gold Limited Edition)  และรุ่นพิเศษ GMW-B5000TFG-9 (Porter Limited Edition) สีดำ

นาฬิกา GMW-B5000 เสริมฟังก์ชั่น Connected Engine ที่เชื่อมต่อเวลาเซิฟเวอร์กลางผ่านทางสมาร์ทโฟนและสัญญาณวิทยุเวลา โดยผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อนาฬิการุ่นนี้ผ่านแอพพลิเคชั่น G-SHOCK Connected บนสมาร์ทโฟน เพื่อการใช้งานที่สะดวกง่ายต่อการตั้งค่ายิ่งขึ้น เช่น การตั้งเวลามาตรฐานโลกและฟังก์ชั่นตั้งปลุก เป็นต้น รับรองความเที่ยงตรงของนาฬิการุ่น GMW-B5000 ทุกการใช้งานทั่วทุกมุมโลก

 

นาฬิการุ่นพิเศษ รุ่น GMW-B5000TFG-9 (Gold Limited Edition) ที่ผลิตขึ้นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 35 ปีของ G-SHOCK มีตัวเรือนที่ผลิตจากสเตนเลส สตีลเคลือบทองด้วยเทคนิค ion plating พร้อมสลักอักษร G-SHOCK 35th anniversary บนฝาหลังตัวเรือนเพื่อเพิ่มความพิเศษให้แก่นาฬิการุ่นนี้ และยังมาพร้อมกับชุดแพ็คเกจรำลึกการครบรอบอีกด้วย

 

นาฬิกา GMW-B5000TFC-1 (Porter Limited Edition) เป็นอีกหนึ่งรุ่นพิเศษที่พัฒนาขึ้นร่วมกับ Yoshida & Co., Ltd. บริษัทผู้ผลิตประเป๋าชั้นเยี่ยมจากญี่ปุ่น โดยผลิตเพียง 500 เรือนทั่วโลกเท่านั้น โดยในไทยวางจำหน่ายเพียง 8 เรือน หลังจากเปิดตัว รุ่น Porter Limited Edition ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และจัดจำหน่ายไปแล้วอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ลงทะเบียนร่วมลุ้นเป็นผู้มีสิทธ์ซื้อกว่า 1,000 คน นาฬิการุ่นนี้มาพร้อมกับกระเป๋าเก็บนาฬิกาซึ่งทำขึ้นพิเศษโดย Yoshida & Co., Ltd. ภายใต้ชื่อแบรนด์กระเป๋า PORTER นาฬิการุ่นนี้ผลิตจากสตีลเคลือบสีด้วยเทคนิค DLC พร้อมสลักอักษร G-SHOCK 35th anniversary บนฝาหลังตัวเรือนเพื่อเพิ่มความพิเศษ…

View More G-SHOCK 5000 Series รุ่นครบรอบ 35 ปี